27 ม.ค. 2569
ฉันเริ่มเข้าใจ ตัวเองแล้วว่า ทำไม ฉันถึงอยากสร้าง ฯไซท์นี้ ทั้งที่ ก่อนหน้า มีเพจโซเชียลอยู่แล้ว และทำเพื่อเผยแพร่ มานาน พอสมควร
เพราะ ที่นั่น ฉัน ไม่สามารถ อธิบาย ทัศนะ ของฉัน ที่มีต่อ ประเด็น สัจธรรม(หัวข้อของเรื่อง) ได้ และ ที่นี้ ฉันสามารถ แชร์ ทัศนะ ของฉัน ที่มีต่อมันได้
คนที่ ไม่เคยอิ่ม ย่อม ไม่รู้จัก พอ
ชนใดที่เป็น พุทธศาสนิกชน ย่อมได้ทราบเป็นอย่างดีว่า พระศาสดาเขานั้น บรรลุธรรมสูงสุดได้ ด้วยเพราะ ท่านเบื่อ โลกียะภูมิ จนต้องหนีทิ้งออกมา ด้วยเพราะท่าน อิ่มจนเบื่อ จึงละทิ้งได้ โดยไม่เคยคิด โหยหา
ดั่ง คนที่ ท้องอิ่ม ใจอิ่ม ล้นจนทุกข์ ย่อมโหยหา ทางที่ พ้นทุกข์
หากลากคนที่ ท้องยังหิว ใจยังโหยกิเลส มาละวางกิเลส ย่อมเป็นเรื่อง ที่เขา สามารถละวางได้ไม่
ศาสนิกชน จึงได้ข่าวว่า พระสาวกใน พุทธศาสนา ต้องอาบัติปาราชิก จาก กิเลส ที่พวกเขา หาทางละ
ดั่งคนที่ ว่ายน้ำไม่เป็น ทว่า ถีบเขาลง มหานที โอกาส ว่ายน้ำเป็น ด้วยตนเอง และว่ายกลับเข้าฝั่ง นั้น ย่อมมี ทว่า จะสัก กี่รูป จากจำนวนกี่รูป ล่ะ
อุบาสก/อุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน คือ การบ่มเพาะ ปีศาจร้าย สู่อนาคต
ฉัน รู้จัก และมี ญาติ ที่เชี่ยวชาญด้าน พุทธศาสนาศาสตร์
และ เขาก็เป็น มหาสารมานย์ชน ที่เบียดเบียนชนอื่น เป็นกิจวัตร โดยที่ไม่เคยรู้สึกผิด ทั้งที่มัน ผิดหลักธรรม ที่ตัวเขา เจนจัด
รวมถึง ชนอีกจำนวนมาก ที่เป็นข่าวว่า พวกเขาประกอบการณ์ที่เป็น อาชญากรรม โดยที่ตัวเขา ไม่รู้สะทกสะท้าน ทั้งที่พวกเขา แสดงออกว่า เป็น พุทธศาสนิกชน ที่อยู่ในศีลในธรรม
การบังคับเอา เยาว์วัยชน ที่วุฒิภาวะยังไม่ถึงดี เข้ามาสู่รีด และบังคับให้เขา สละโลกเข้าสู่บรรพชิตเพศ ทั้งที่ พวกเขา ยังไม่รู้จักโกลที่พวกเขาทิ้ง มาเสียด้วยซ้ำ
และ เป่าหูพวกเขา ด้วย พระธรรม ให้รักในธรรม ที่พวกเขาก็ยังไม่รู้จัก อย่าว่าะแต่จะ ซาบซึ้งเลย และชังในโลกียะ มันก็ไม่ต่างจาก การโฆษณาชวนเชื่อ แก่ เหล่าประชากร ในโลกสังคมนิยม
พวกเขาอาจเชื่อ หากไม่ได้สามารถ มองเห็น อีกด้าน ที่ พวกเขาถูกปิดตา และเมื่อพวกเขา ได้เห็น ด้านที่พวกเขา ไม่เคยเห็น และโหยหามัน และเลิกเชื่อ สิ่งที่ถูกเป่าหูใส่ วันนั้น พวกเขา พร้อมที่จะ พังทิ้ง สิ่งที่ยึดเขาไว้ โดยไร้สำนึก ด้วย โกรธแค้น ที่ถูกปิดบัง ให้เชื่อว่ามีด้านเดียว ที่ดี หาใช่ เพราะ เขาอิ่มและเบื่อ โลกียะภูมิ และ หันตัวเข้าหา บรรพชิตเพศ ด้วยสมัครใจ
เราควรละวาง กิเลส เมื่อไร
เมื่อ เรารับรู้ได้ว่า วาระสุดท้ายของเรา กำลัง มา น่ะสิ และเพื่อ ไม่ให้เป็นทุกข์ ด้วยที่ ต้อง ตายวายชีวี หรือ เรียกว่า เพื่อ ตายดี
อาจด้วยจาก
ชราภาพแล้ว
แม้ไม่ชราภาพ ทว่า พอรู้กำหนด เวลาตาย ของตัวเอง เช่น ในผู้ป่วย ที่แน่ใจแล้วว่า ตัวเองจะต้อง ตาย ในเร็วๆนี้
เบื่อโลก อิ่มกับ กิเลส ที่ ประสบ และตระหนักว่า มันก็ วนๆไปวนๆมา อยู่แค่นี้
สังคมมนุษย์โลก วิวัฒน์ ด้วย ความทุกข์
วิวัฒน์แห่งสายพันธุ์มนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐาน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การดำรงชีพ ของ เหล่ามวลมนุษย์ ล้วน เกิดขึ้น เพราะ ต้องการแก้ไข ปัญหาที่เกิด อันนำมาสู่ ความทุกข์ ที่พวกเขา ประสบอยู่
มนุษย์ และ ความทุกข์เขา ก็ดั่ง กาย กับ เงา ไม่มีวันที่ เงาจะจางหาย ตราบใดที่ ยังมีกาย
มนุษย์ จะไม่เกิด วิวัฒนาการ หาก เขา พอใจ กับ ที่มันเป็นอยู่นั้น หรือ คือมี ทัศนะคติบวก
เพราะ มนุษย์ ไม่เคยพอใจ กับที่มัน เป็นอยู่ มีอยู่ และ ดิ้นรนขนขวาย เพื่อให้ได้ อะไรๆ ที่ดีกว่าเดิม
ฉันเอง ก็เป็นหนึ่ง ในมวลมนุษย์ เหล่านั้น
และ ภูมิใจ ที่ เป็นส่วนหนึ่ง ของวิวัฒนาการ ที่เกิดขึ้น ในสังคม
แม้ หลายประเด็น ฉัน ก็ไม่ได้ ประโยชน์ จากที่ ฉันได้ ทุ่มเท ลงไป
สังคมมนุษย์โลก วิวัฒน์ ด้วย พลังของ ชนวัยกระทิงดุ
แรงงาน คือ สิ่งที่เปลี่ยนโลก และมันไม่ได้มาจาก แรงงาน จาก กายชราภาพ
ทว่า แรงงาน ที่เป็น พลังสำคัญ มาจาก เยาวชน ที่มีพลังทะลักล้น
แม้เขา อาจไม่ได้ สร้างสิ่งใหม่ ทว่า อย่างน้อย พวกเขา ก็ คงรักษา สิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้มีอยู่ สำหรับรุ่นเขา และ รุ่นต่อไป
หาก เยาวชน รุ่นก่อนหน้าเรา หรือคือ พ่อแม่เรา ไม่ได้ รู้สึกทุกข์ กับ สภาพ ที่พวกเขาเป็น และ ลุกขึ้นมา ดิ้นรน เพื่อ เปลี่ยนแปลง วันนี้ เราเอง อาจไม่ได้อยู่ในโลก ที่ สิ่งต่างๆ ดีกว่าวันวาน ในยุคพ่อแม่ตน ทว่าอาจต้อง จับจนอยู่กับ สิ่งต่างๆ ที่เลวร้ายกว่า ยุคพ่อแม่ตนเอง ด้วย ไม่มีใคร กระดิกลุกมา ทำ
มิหนำซ้ำ ชน ที่ลุกขึ้นมา ปลุกปั่นให้ เยาวชน หยุด ละ เลิก กิเลส แห่ง โลกียะภูมิ พวกเขานั้น ก็หาได้ เคยเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้าง การเปลี่ยนแปลง ที่พวกเขาเสพอยู่ และที่เจ็บปวด คือ พวกเขา หากิน จาก การปลุกปั่น ที่พวกเขาทำอยู่ เพื่อ ชีพตนเอง รอด
เมื่อ ตระหนักว่า ผจญโลก ที่ ไม่จีรัง มาเหนื่อยพอแล้ว ใจเรา จะถวิลหา ความว่างเปล่า ที่ สงบ เอง
แก่นแท้ แห่ง พุทธศาสนา เท่าที่ ฉันสรุปได้ ว่า การที่เราเป็นอยู่นี้ คือ
อิทัปปัจจยตา (Itappaccayatā): แปลว่า ความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย
ปฏิจจสมุปบาท (Paṭiccasamuppāda): แปลว่า การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้นพร้อม
และเพื่อ ให้ มนุษย์ ละวาง การยึดมั่นถือมั่น ด้วยเพราะ นับจากนี้ เขา ในวัย ไกล้ตาย จะไม่สามารถ มีความสุข และมีแรง ที่จะ ยึดถือมัน เป็น สรณะ ได้อีก
และเพื่อ มีความสุข กับ อะไรๆ ที่กำลัง มาเยือน
ทว่า สำหรับ เยาวชน แล้ว พวกเขายังมี พละกำลังเหลือเฟือ และเปล่าประโยชน์ ที่จะ ทิ้งมัน ไป
<จบ>