30 ม.ค. 2569
1. อินโทรล
สัจธรรม คือ
ตาม ที่กูเกิ้ล สรุปมา คือ "สัจธรรม คือ ความจริงแท้ แน่นอน และเที่ยงแท้ตามธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา (เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย) เป็นกฎแห่งความจริงที่มีอยู่ก่อนแล้ว และดำรงอยู่อย่างนั้นแม้ไม่มีมนุษย์รับรู้ ในทางพุทธศาสนาคือความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ (อริยสัจ 4) หรือสภาพธรรมที่มีจริงตามความเป็นจริง "
ดังนั้น มันจึง เป็นจริง ไม่เปลี่ยนแปลง ไปตาม ความพึงใจ ไม่พึงใจ
ทำไม ต้อง ถือ สัจธรรม ถือ ความเชื่อ ดีกว่าไหม
ความเชื่อ แน่อนว่า มันจะไม่เคย เป็นจริง ไม่เช่นนั้น เราก็จะเรียกมันว่า ความจริง
เมื่อ ชน ยึดถือ ความเชื่อ และ ดำเนินพฤติกรรมใดๆ เพื่อ หวังว่ามันจะเป็นจริง ก็ดั่ง เรารักใครสักคร ที่เขา เกลียดเรา ไม่ว่าเราจะทำเช่นไร ก็ ไม่เข้าตาเขา สักวัน เราก็จะหมดรัก และหยุดทำ เพื่อให้เขารัก
การ ประพฤติใดๆ เพื่อ หวังว่า ความเชื่อ จะเป็นจริง สักวัน ก็เช่นกัน
ผลที่ตามมาคือ เรา จะเคว้งคว้าง หายึดหลักใดๆ ไม่ได้
ชน จำนวนมาก ที่รับ ความจริงไม่ได้ จึง หันไปหา หรือ สร้างเอง ซึ่ง ความเชื่อ ตามที่ใจตนเอง ต้องการ และยึดถือมัน ทั้งที่สติลึกๆแล้ว ก็รู้ดีว่า มันไม่เป็นจริง
สุดท้าย ชนที่หนี ความจริง เพราะ ทุกข์ กับมัน ก็ต้องมา ทุกข์ซ้ำ ด้วย ความเชื่อ ก็ไม่ให้ สมปรารถนา
สัจธรรม คือ ความจริง
สัจธรรม คือ หลักการ บนพื้นความจริง ดังนั้น หากเรา ยึดถือ และปฏิบัติ ตามบทเรียน ที่สร้างขึ้น บนฐาน สัจธรรม แน่นอนว่า จะได้ผลตอบรับ กลับมา
ทว่า สัจธรรม จำนวนมาก นั้น สกัดมาจาก ความจริง และสรุปเป็น ธรรม หรือ หลักการ บ่อยครั้ง มันคือ หนึ่งความเจ็บปวด ที่เรา พยายาม ไม่รับรู้ ด้วยว่า เราไม่พึง ปรารถนา
สัจธรรม พื้นฐาน อันหนึ่งที่เรา ได้ยินมาเสมอ คือ ทุกชนเกิดมาแล้วต้องตาย และมันคือ สิ่งที่ ทุกชน ไม่พึงปรารถนา ที่จะประสบ กับ ความตายนั้น
สัจธรรม อีกอันคือ เราควบคุมคนอื่นไม่ได้ แน่นอนว่า มันคือ อีก ข้อเท็จจริง อีกประการ ที่ ชนที่ต้องการอำนาจ เพื่อ ดำเนินการ ควบคุม ชนอื่น ให้เขาทำตามที่ ตน ปรารถนา ไม่อยากรับรู้ ด้วย จะเห็นได้ชัดเจนว่า เขาจะไม่สมปรารถนา ในสิ่งที่เขาพึง และเขา ทำมันด้วย ตนเอง ไม่ได้
เมื่อ ชน หลังชนฝา สุดท้าย ก็ต้อง ก้มหน้า รับ ความจริง เป็น ทางเลือกสุดท้าย
ดังนั้น การยอมรับ ความจริง แม้มัน ไม่น่าพึงใจ เสียแต่ เนิ่นๆ และ ค่อยๆปรับใจ เพื่อรับมัน จะไม่ต้อง เสียเวลา ในชีวิต ที่มี ครั้งเดียว ไปกับ การหนีความจริง และ มีความสุข กับมัน จะดีเห็นเช่นไน
ถือ ศาสนลัทธิ ที่มีชื่ออยู่แล้ว ดีกว่าไหม
ศาสนลัทธิ ที่มีอยู่แล้ว มีมากมายนับอนันต์
ศาสนลัทธิส่วนมาก มี ธรรม ที่เป็น ความเชื่อ + สัจธรรม และตั้งอยู่บนแนวคิด ของเจ้าลัทธิ และสาวก ที่สืบต่อๆกันมา
บ่อยครั้ง ธรรม ใน ศาสนลัทธิ ต่างๆเหล่านี้ มีเจตนา เพื่อ ประโยชน์ แก่ตัว เจ้าลัทธิ และ สาวก มากกว่าจะเป็นอำนวย ประโยชน์แก่ บริวาร ที่ยึดเหนี่ยว ธรรม ใน ศาสนลัทธิ นั้น หรือ เรียกง่ายว่า หาประโยชน์จาก ผู้ที่เชื่อ และยึดถือ
หากว่า ชนที่ ยึดถือ ไม่ได้ เดือดเนื้อ ร้อนใจ มันก็ย่อม ไม่เสียหาย
แล้ว วัฒนธรรม ประเพณี ไม่ดี หรือ ยึดได้ไหม
วัฒนธรรม ก็ไม่ได้ต่างไปจาก ศาสนลัทธิ นัก เพียงแต่ ไม่ปรากฎ เจ้าศาสนลัทธิ ชัดเจน เป็น ความยินยอมพร้อมใจ ของเหล่าชน ที่จะ ยึดเอา มาเป็นแนวทางปฏิบัติ ในการ ดำรงชีพ
และ ยังสร้างประโยชน์ แก่ ผู้มีอำนาจ ที่ อ้างเอาวัฒนธรรมนั้น เพื่อหวัง ประโยชน์ตัว
อุปมา ก็ดั่ง ใส่เสื้อโหล มันก็ย่อม ไม่ พอดีตัว บางวัฒนธรรม บางชนก็ยอมรับ ว่า ไม่ได้เห็นด้วย ทั้งหมด และเกิดความ กระอักกระอ่วน ที่จะรับทั้งหมด
ทำไม ต้อง สกัด สัจธรรมเอง
ตน เป็นที่พึ่ง แห่งตน วลีนี้ คุ้นๆไหม อยากได้ใดๆสมใจ ก็ต้อง ลงมือ สร้างมันเอง
ทำได้เท่าใด ก็มี ความสุขกับมัน เท่านั้น
การมี ความสุข กับการมี ชีวิต ที่จริง ไม่ต้องพึ่ง ปัญญา มากนัก ด้วย มีปัญญามาก ก็กลับกลายยิ่ง ทุกข์มาก ด้วย มโน ใดๆ ไปมากความ บางศาสนธรรม( อาทิ ศาสนาพุทธ เป็นต้น) ก็สอนให้ ชน หยุดคิด แม้จะมีปัญญามาก
ทว่า การไร้ซึ่ง ปัญญาเสียเลย ชนนั้น ก็ต้อง ตกเป็น ทาสเขา
การมีปัญญามาก ก็ดั่ง การมี มือยาว การมีปัญญาน้อย ก็ดั่ง การมีมือยาวปกติ ควาญหา เท่าที่หาได้ และ มีความสุข กับที่หาได้
2. หาประสบการณ์กันก่อน
ที่จะกล่าว มันอาจเป็น เทคนิค เฉพาะบุคคล ผู้อ่าน โปรดพิจารณา และปรับใช้ กับ ตนเอง
แน่นอนว่า คนหนุ่มสาว ที่ยัง อ่อน ประสบการณ์ ไม่น่าจะสามารถ ทำได้
ด้วยเพราะ ชน ที่จะสามารถ หาวัตถุดิบ เพื่อ สกัด ได้นั้น ต้อง มีประสบการณื มาพอสมควร
ประสบการ ทุกข์ บัดซบ ระทม ล้มเหลว คือ วัตถุดิบ และตัวเร่ง ชั้นดี
ต้องมีประสบการณ์ นานเท่าใดเล่า จึงจะเพียงพอ
ข้อนี้ ก็ตอบยาก ด้วย มันขึ้นกับ สมบัติ ดังต่อไปนี้
สมบัติ ที่ ต้องมี ในผู้ สกัด สัจธรรม
ละวาง ความเกลียด หรือ ชอบ ในสถานการณ์ ต่างๆ ได้ อันนี้ คือ ชนนั้น ได้เห็นมาเยอะ
ช่างสงสัย สังเกต และตั้งคำถาม อันนี้เป็น บุคลิก เฉพาะ บุคคล ที่ได้รับสืบสันดานมา
ช่างคิด อันนี้เป็น ก็อาจเป็น บุคลิก เฉพาะ บุคคล ที่ได้รับสืบสันดานมา เช่นกัน
หาก คราใด ที่ ชน มองไม่เห็น ความแปลก ในสถานการณ์ ที่ประสบ หรือ เห็น ทว่า พยายาม ทำเป็น มองไม่เห็น และ ไม่กล้า ตั้งข้อสงสัย หรือ ไม่คิดที่จะ คิดแตกต่าง จาก วัตรนิสัย
เหล่านี้ อาจเป็น สัญญาณ ที่บอกตัวเองว่า ชนนั้น ยังไม่พร้อม ในการ สกัด สัจธรรม และยังเยาว์ปัญญา เกินกว่า จะ สร้าง ธรรม ฉบับตนเอง ขึ้นมา
ดังนั้น ชนนั้น จำเป็น ประสบ กับ ประสบการณ์ ในชีวิต ต่อไปก่อน
ละวาง ความเกลียด หรือ ชอบ ในสถานการณ์
ชน จำเป็น ต้อง ละวาง ความ ชอบ หรือ ไม่ชอบ ในสถานการณ์ ที่ประสบอยู่ ได้ มันเป็นการ กล้า สละทิ้ง ความคิดเก่า เพื่อ กล้า มอง ในมุมใหม่ ต่อ สถานการณ์นั้น
การจะทำเช่นนั้นได้ ฉันเอง ก็ ไม่แน่ใจ ว่า มันคือ สมบัติ ส่วนบุคคล หรือ สิ่งแวดล้อม
กระนั้น ก็จะสรุป ตามที่เข้าใจ นั้นคือ
ประสบการณ์ กับสถานการณ์นั้น มามากกว่า 1 ครั้ง แน่นอน ในประสบการณ์ใดๆ ครั้งแรก ชนมัก ชอบ หรือ ไม่ชอบ ครั้งเมื่อ ประสบบ่อย ความรู้สึก ชอบ หรือ ไม่ชอบ อาจกลับกันได้ และประสบบ่อยครั้งเข้า จะเกิดความรู้สึก ธรรมดา
ไม่ได้ ประสบเอง ทว่า รับรู้จาก ผู้อื่น อันนี้ ความเกลียด หรือชอบ จะทำงานน้อย
เมื่อ เรา รับรู้ สถานการณ์ และไม่ได้ รู้สึก เกลียด หรือ ชอบ เราอาจ
สังเกตเห็น ความไม่ปกติ ในความปกตินั้น อาทิ เราเห็นบ่อยๆว่า ยามที่ สงฆ์สาวกในพุทธศาสนา รูปหนึ่ง เดินมา
ชนที่เดินผ่าน หนึ่ง จะหลีกทางหลบให้ หรือ ยกมือไหว้ หรือ มีกระทั่ง ลงคุกเข่านั่ง และสักการะ ด้วยความ เคารพ แน่นอนว่า ชนจำนวนมาก ก็จะรู้สึกดี ด้วย เราถูกอิทธิพลใดๆหนึ่งๆ มาครอบงำ
ชนที่เดินผ่าน สอง ก็จะ เฉยๆถึงเกลียด ด้วย ทัศนะเขา นานาประการ และก็เดินสวนไป ไม่ได้เห็นว่า สงฆ์สาวก รูปนั้นแตกต่างจากตน หรืออื่นๆ
ตั้งคำถาม ต่อ สถานการณ์ที่พบเห็น
หากสนใจ คนที่ ให้เกียรติ ต่อ สงฆ์รูปนั้น ก็จะเกิด คำถามว่า ว่าทำไม คนต้อง ดั่งพินอบพิเทา สงฆ์สาวกรูปนั้น ทั้งที่ไม่ได้รู้จัก เสียด้วยซ้ำ ซึ่ง ก็จะนำไปสู่การสรุป ได้ สัจธรรมหนึ่ง
ช่างสงสัยสังเกต และตั้งคำถาม
วันหนึ่ง ฉัน เห็น กล้วยหวีหนึ่ง ที่แขวนอยู่ในครัว พบว่า มีบางผล ที่ไม่สุกพร้อมกับ ผลอื่นๆ
ฉันก็ได้ สัจธรรม ว่า
ชนแม้ในครัวเดียวกัน ย่อมมีได้ที่ ไม่ไปพร้อมๆกัน (เพราะที่เห็น คือ กล้วยเหล่านั้น อยู่บนหวีเดียวกัน)
กลุ่มชน ย่อม มีปัญญา ที่ไม่เทียมกัน
อาจเป็นว่า ฉัน ฝึก สังเกต และฝึกคิด จน เกิดทักษะ
ช่างคิด
ครั้งหนึ่ง แม่ยายของฉัน ถามว่า ฉันทำอาชีพอะไร ฉันตอบว่า เขียนหนังสือขาย เธอบอกว่า มาขายของในตลาดดีกว่า ไม่ต้องปวดหัว
ชีวิตแม่ค้า อาจไม่มีเวลา ให้ ปวดหัว เพราะว่า มันมีอะไรๆต้องจัดการ เยอะแยะไปหมด
และ อาจรวมถึง ไม่มีเวลา คิด ด้วยก็ได้
ดังนั้น การคิดเรื่องที่ไกลตัว จึง อาจไม่ใช่ กิจวัตร ของทุกคน
การคิด เพื่อหาคำตอบ ที่เป็น ความหมายของชีวิต หาใช่ คิดเพื่อเอาตัวรอด มันจึงเป็น ทักษะ ที่นอกจาก ต้องฝึกฝนแล้ว ยังต้อง มีเวลาวางมือ จาก เรื่องยุ่งๆ เพื่อ ให้ สมอง ได้มี เวลา เรียบเรียง
ทักษะ การสกัด สัจธรรม ก็ใช่ว่า ใครๆก็ทำได้
ประสบการณ์ ความเชื่อ ความโน้มเอียง ความสนใจ ความสามารถในการคิด ล้วนเป็น ปัจจัย ที่ส่งผลให้ แต่ละชน มอง สถานการณ์หนึ่งๆ ต่างกันไป
และ ความสามารถ ในการสังเกต และคิด และสรุป เป็น สัจธรรม ของแต่ละชน ล้วนต่างกันไป
เห็น แต่ ตัวเอง มากหน่อย ถ้อยแถลงสัจธรรม ที่สกัดได้ ก็จะ เฉพาะตัว และสถานการณ์ ไม่ยืนยง
เห็น แต่ ตัวเอง น้อยหน่อย ถ้อยแถลงสัจธรรม ก็จะเข้าใจได้ยากขึ้น สำหรับ ชนทั่วไป ทว่ามันจะยืนยง ด้วย ผ่านการคิด แบบอิสระ
3. ทำมัน ให้เข้าถึงได้
เมื่อได้ ถ้อยสัจธรรม แล้ว มากลั่นกรอง สรุป กัน
ให้ได้ ร่างแรก ค่อยๆ เกลา ให้ ถ้อยแถลง สละสลวย
จาก ฉากทัศน์ หวีกล้วยที่สุกไม่พร้อมกันทั้งหวี ที่ ฉัน เห็น ที่บ้าน
ฉันสรุปได้ ร่างถ้อยฯ1 ว่า
"ชน แม้ใน ครอบครัวเดียวกัน ก็หาใช่ เทียมกันปัญญา เท่ากันหมด"
อันที่จริง หากชนอื่น เห็นกล้วยหวีนี้ เขา อาจมีแรงจูงใจ ให้ คิดถึง สัจธรรม ในประเด็นอื่นได้
ทว่า สำหรับฉัน มักคิดถึงเรื่อง ปัญญาคน แต่ละคน นั้นทำไม ตามกันไม่ทัน ฉันจึง ได้ สัจธรรม นี้ออกมา
เมื่อได้ ถ้อยฯแรกแล้ว
ฉันจึง มาทบทวนว่า ถ้อยฯ นั้น เป็นจริงหรือไม่
... เมื่อฉันแจ่ใจแล้วว่า มันเป็นจริง
ฉันก็ มา ตรึกตรองต่อ และได้ว่า เหล่าชน ในสังคม ก็เช่นกัน
ดังนั้น ฉันจึง ปรับถ้อยฯ ให้มันขยายกว้างขึ้น โดยที่ยังเป็นจริง ว่า
"เหล่าชน ล้วน ไม่เทียมกันโดยเสมอถ้วน"
นำขึ้น ให้อยู่ในที่ที่เข้าถึงได้เสมอ
คำสอน สัจธรรม จะมีค่า เมื่อมัน ใช้เตือนใจ เราเอง ได้อยู่เสมอ
ดังนั้น การทำให้เป็นลายลักษณ์อักษร จึงเป็น สิ่งที่ จำเป็น
เป็นลายลักษณ์อักษร เข้าถึงได้เสมอ ทบทวนได้เสมอ
โชคดี ที่ ฉันเกิดในยุค เทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เฟื่องฟู
มันจึงได้ มาอยู่ใน ไซท์เพจนี้
ฉันสามรรถ เข้าถึง ทบทวน มันได้
สัจธรรม ของฉัน ไม่ได้เป็น บทสวด เรียกเงินล้าน
แต่ละถ้อยสัจธรรม ให้ฉันได้คิด เข้าใจ ถึงความจริง ที่มันสื่อ เป็น ถ้อย สละสลวย ด้วย สำนวนภาษาบ้าง หรือถ้อยสามัญบ้าง ก็แล้วแต่ ภาษาจะอำนวย หรือ ความสามารถ ของฉัน จะอำนวย
และ เมื่อฉันเผยแพร่ ให้ สาธารณะชนเข้าถึงได้ รวมถึงฉันด้วย ฉันก็จะไม่ลืม
3. นำไปกำหนด กระบวนการ เพื่อ ดำเนินชีวิต
สรุปได้ แล้วจบ มันก็ ป่วยการ ที่จะมาเสียเวลา ทำ
เอาเวลา ไปดู ละคร น้ำเน่า ดีกว่า ไม่ปวดหัว ดังที่ แม่ยายฉันกล่าว
สรุปสัจธรรมได้แล้ว ต้อง นำมาใช้ให้เป็นด้วย
จาก ถ้อยฯ สุดท้าย ว่า "เหล่าชน ล้วน ไม่เทียมกันโดยเสมอถ้วน"
คนแต่ละคน - อาจเป็น
คนในครอบครัว - ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา พี่น้องร่วมอุทร
คนนอกครอบครัว - ในที่ทำงาน เพื่อบ้าน ลูกค้า คนเดินผ่าน
ไม่เท่าเทียมกัน - ในด้าน
ปัญญา
ทัศนะคติ
สถานะทางสังคม
โอกาส
โชค/วาสนา
ทั้งหมดนี้คือ **จากกล้วยหวีเดียว ที่เห็นว่าสุกไม่ทั้วทุกผลพร้อมกัน**
มันเตือนใจและสติฉัน ให้คิดถึง กระบวนการ วิธีการ ว่า
อย่าคิดว่า ใคร จะคิดเหมือนเรา และอยากจะกล่าวอะไร ให้ใคร ฟัง ต้อง ประเมินก่อนว่า สาระถ้อยคำสำนวนที่เรากำลังจะพูด ให้คนฟัง เขาจะเข้าใจ ในเรื่องที่เราสื่อไหม หากว่า ดูว่าจะไม่สัมฤิทธิผล แล้ว อาจจำเป็นต้อง ปรับ สำนวน ถ้อยคำ สาระ การพูด ให้เขา สามารถเข้าใจ
อย่าคิดว่า ใครจะเข้าใจ ในความเป็นเรา ด้วยต่างคน ต่างมีสภาวะของตัวเขา ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้อง บอกเล่าเรื่องตัวเองให้ฟัง แม้ว่าใครถาม ก็ตอบเขาเพียง เท่าที่เขาสามารถรับรู้ได้ คือ ประเมินเขา จาก การพูดคุยกัน
สอนงานใคร ต้อง ให้เขาทวนว่า เข้าใจตรงกับที่ เราประสงค์ หรือไม่ อย่าคิดไปเองว่า เขาเข้าใจถ้วน
ฯลฯ
เมื่อมีเรื่องคิดมากมาย เราจะ ได้หน้า ลืมหลัง
การเปิด ถ้อยฯสัจธรรม เพื่อ ทบทวน ตามกาลที่เหมาะสม เราจะไม่ลืม หรือ เกิด ผิดพลาด ในเรื่องที่อาจเคยผิดพลาด ด้วยเราลืม สัจธรรม ที่เรา สรุปได้
นี้ คือ สิ่งที่ เผยแพร่ สัจธรรม ให้เข้าถึงได้ง่าย และในที่ที่ เราคุ้นเคยที่จะเข้าถึง การทบทวน ก็จะง่ายขึ้น
สัจธรรมเรา ก็เหมือนกับ ที่ คุรุ อื่นสรุปมานั้นแล
ข้าว ที่ ซื้อกิน มันก็ ง่ายดี ทว่า ข้าวที่เรา ปลูกเอง อร่อยฉิบหาย
กับข้าว ที่ ซื้อกิน ก็อร่อยดี ถูกด้วย ทว่า ที่เราปรุงเอง มันอร่อยแบบภูมิใจ
สัจธรรม ที่ คุรุอื่น เผยแพร่ ก็ดู ดี ทว่า ที่เรา สกัดเอง และเรียนรู้มาใช้ มัน ซาบซึ้ง
ดูทุกข์ ของ คนอื่น มันก็ บันเทิงดี
ดูทุกข์ ของ เราเอง มันมีคุณค่า ม๊าาาากกกมาาาาากกก
หน้าเหมือน แต่ ทำขึ้นมาเอง ได้เรียนรู้
ไม่ใช่ แค่ อ่านผ่านๆ กับ สัจธรรม ของ คุรุ อื่น ด้วย มันเสริฟ์ มาให้เรา ในเวลาที่เรา อาจ ไม่ได้ต้องการ อ่านมัน เพราะ คุรุ มีชื่อ แต่ในหัว ไม่ได้ คิดอะไร ตาม
ทว่า เราได้ คิดสกัด สัจธรรมนี้ ออกมา สิ่งที่ได้ คือ เราได้เรียนรู้
แม้ว่า ถ้อยแถลง สัจธรรม ของเรา จะเหมือนเด๊ะ กับ คุรุ อื่น
แต่ว่า ของเรา นั้น เรา ขึ้นใจ
<จบ..นะ>